self-development——Kan

ตารางแน่นแต่ผลลัพธ์เท่าเดิม รู้จัก DMN แล้วความเชื่อ Productive จะเปลี่ยนไป

ทุกคนคิดว่าการที่เรามีกิจกรรมแน่นทั้งวันตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน เป็นเรื่องดีไหม ทั้งที่วันต่อมาชีวิตเรากลับแทบไม่ต่างกับเมื่อวานเลย ไม่ใช่เพราะ เราไม่ขยัน แต่มีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าปริมาณ

ผมไปเจอบทความของ The Becoming เขียนโดย Neil อธิบายกลไกสมองต่อการได้มาของผลลัพธ์

ในทางประสาทวิทยา สมองเราเนี่ย สามารถฝึกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เราอยากเป็นอะไร เราเป็นได้ถ้าตั้งใจจริง

ซึ่งสมองจะมีระบบนึงเรียก Default Mode Network (เรียกสั้นๆว่า DMN) เป็นโครงข่ายที่จะ active เมื่อเราอยู่ในภาวะสงบ ปราศจากสิ่งรบกวนจากโลกภายนอก

ความสำคัญของระบบนี้คือ ช่วยในเรื่องของ การเข้าใจตัวเอง การจัดการความคิด การทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา และการมองตัวเราในอนาคต ซึ่งจะเป็นจุดประกายของความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นสิ่งใหม่

เป็นเหตุผลว่าทำไมคนตอนที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สงบ สมองเราจะโล่ง และคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลพลอยได้ก็คือ เราสมารถ deep work, focus, และเข้าสู่ flow state ให้ผลผลิตชิ้นโบว์แดงออกมา

อย่างเช่น ตอนอาบน้ำเรามักจะคิดไอเดียออก เพราะร่างกายเราอยู่ในภาวะ restful

แต่ทุกวันนี้เราถูกดึงความสนใจจาก social media มากมาย ทำให้เราไม่สามารถจะ turn on DMN ได้

แล้วนอกเหนือจากอยู่เฉยๆ เราจะฝึกภาวะสงบนี้ได้จากกิจกรรมไหนบ้าง

1. กีฬาแร็กเกต

อย่างแบดมินตัน เทนนิส pickleball Neil บอกกีฬาพวกนี้ไม่ได้เปิดสวิตช์ DMN ซะทีเดียว แต่ช่วยเรื่องการโฟกัส (กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย มือ ตา สมอง เท้า) ฝึก strategy thinking และจัดลำดับความคิด

2. เดินธรรมชาติ

Neil บอกการเดินกับหมาของเค้าเป็นกิจกรรมที่ได้รู้สึกพักจริงๆ DMN ทำงาน เราได้คุยกับตัวเอง แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่เปิดเพลง podcast ระหว่างเดิน ไม่มี distraction จากมือถือ ใช้เวลาสัก 30 นาที จะช่วยให้มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้

3. หมากรุก

เดี๋ยวนี้คนชอบหากิจกรรมที่เป็นอนาล็อกทำ การเล่นหมากรุก ช่วยเรื่องการวางกลยุทธ์, การจดจ่อ, การคำนวณการเคลื่อนไหวที่ของคู่แข่ง อีกทั้งสมองได้หลั่ง dopamine ช้าๆ อย่างธรรมชาติ

#KanTakeAway

จริงๆแล้ว นี่เป็นแค่ส่วนนึงของกิจกรรมที่ส่งเสริม DMN ให้เราได้คุยกับตัวเอง ทบทวนตัวเอง เพื่อวางแผนสำหรับอนาคต กิจกรรมบางอย่างในชีวิตที่ทำแล้วถูกจริตกับเราก็เอามาทำได้ เช่น นั่งสมาธิ เล่นโยคะ pilates ต่อจิ๊กซอว์ หรือแม้แต่เขียน journal ในที่เงียบๆ พอเราโฟกัสมากพอ จะ deepwork ได้ดี output ที่ออกมาจะ impact มากกว่าปริมาณ