self-development——Kan

3 เหตุผลที่เราทำสิ่งยากไม่ได้ (และวิธีแก้)

วันนี้ระหว่างทางกลับบ้านจากออฟฟิศ พี่คนนึงถามผมว่า

“เคยมั้ยที่กลับไปแล้ว ไม่ทำอะไรเลย ไถมือถืออยู่เป็นชั่วโมง พอเล่นเสร็จก็เหนื่อย ไม่มีแรงทำอะไร แต่ก็คิดนะ ว่าเราไม่ productive เลย”

ผมรู้ดีว่าการไถมือถือ มันคือการเสพ cheap dopamine ให้สมองเราได้ reward ว่า ฉันอยากคลายเครียด

แต่ที่พี่เค้าพูดช่วงหลัง “พี่รู้สึกไม่ productive เลย” มันคาใจ ว่าถ้าเราได้พลังงานเชิงบวกจากการดูคลิปตลกโปกฮา มันน่าจะมีแรงไปทำอะไรให้ productive นิ แล้วมันพลาดตรงไหน

จนได้ไปดูคลิปของ Clark Kegley ชื่อ How to Get Your Brain Addicted to Hard Things, Not Cheap Dopamine ดูจบปุ๊บเดี๋ยวไปเล่าให้พี่เค้าฟัง

Clark เกริ่นว่า หลายอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลงให้สะดวกรวดเร็วขึ้น

เช่น จากดูหนังในโรง สู่หนัง streaming ดูที่บ้านได้ง่ายๆ จนถึง Reel แค่ปัดขึ้นลงบนมือถือ

ทุกๆอย่างในโลกมันง่ายไปหมด จนลืมการกระทำที่ยากเพื่อให้ได้มันมา

ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำสิ่งที่ยาก (Do Hard thing) ได้ พอจะแบ่งเป็น 3 ปัจจัย

1. Neuroscience (ประสาทวิทยา)

พระเอกก็คือ โดปามีน นั่นเอง

โดปามีนเป็นสารสื่อประสาทที่ถูกหลั่งเพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ถ้าเราเลือกเสพโดปามีนอย่างรวดเร็ว เช่น ไถฟีด โดปามีนจะขึ้นอย่างรวดเร็วและจะตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

drop ต่ำกว่า baseline ที่ควรจะเป็นและกลับไปรู้สึกไม่มีแรงจูงใจ burnout เหมือนเดิม

ตรงข้ามกับการได้โดปามีนตามธรรมชาติที่มีแนวโน้มจะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

2. Behavior (พฤติกรรม)

การทำสิ่งหนึ่งได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเห็นผลลัพธ์ Clark เรียกสิ่งนี้ว่า Reward-Effect timeline

โดยคนส่วนใหญ่จะทำเพื่อเป้าหมายนึงอย่างต่อเนื่องได้ 1 เดือน

พอเกิน 1 เดือน มีแนวโน้มที่จะล้มเลิกกลางทางก่อนจะเห็นผลใน 1 ปี > ช่วงนี้คือ Quit Zone

หากพัฒนาต่อเนื่องเกิน 1 ปี ไปถึง 5 ปี 10 ปีได้ คุณอยู่ใน stage Mastery แล้ว

แต่จะมีอีกกับดักที่ทำให้หลายคนไม่ไปไหน เพราะยึดมั่นกับเป้าหมายเดิม

3. Misaligned Goal

“ถ้าเราเลือกเป้าหมายที่ไม่ใช่ พยายามยังไงมันก็ไม่ใช่อยู่ดี” เช่น อาชีพที่ทำ ความสัมพันธ์ ต่อให้เราทำต่อเนื่องมาเป็น 10 ปี แต่จะไม่ถึง end goal ถ้ามันไม่ align กับความต้องการที่แท้จริงของเรา

3 ข้อนี้ แก้ยังไงได้บ้าง

โดปามีน: แทนที่จะทำ dopamine detox ลองทำ dopamine recalibration

ไม่ได้ตัดทันทีแต่จำกัดการใช้ เช่น ลบแอพที่ทำให้ติดไถฟีดที่สุด, จำกัด screen time หรือปักธง No Screen Sunday (สังเกตไหมว่าวันอาทิตย์ activity social media น้อยกว่าทุกวัน!)

พฤติกรรม: การที่เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อเนื่อง ก็คือ ต้องเริ่มให้ง่ายที่สุด

ลด Friction ให้กับสิ่งที่อยากทำ เพิ่ม Friction ให้กับสิ่งที่อยากเลี่ยง

เช่น จะไปวิ่ง: ลด friction โดย 1.เตรียมถุงเท้าวางตรงรองเท้าวิ่ง 2.ออกจากห้องให้ไว เดี๋ยวหาทางไปเอง

อยากลดเวลาดู streaming: เพิ่ม friction โดยยกเลิกสมาชิก ลบบัตรที่ตัดรายเดือน

Misaligned Goal: ถามตัวเองว่า เป็น Goal ที่อยากได้จริงๆ หรือแค่ไอเดีย (ตามสังคม)

ตั้งคำถามด้วย 3 Why ถามตัวเอง 3 ครั้ง

เช่น ฉันอยากลาออกงานประจำเร็วๆ แล้วไปทำธุรกิจ

ทำไม อยากลาออกงานประจำเร็วๆ แล้วไปทำธุรกิจ > เพื่อจะได้มีเงินเยอะๆ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทำงาน 9-to-5

ทำไมอยากมีเงินเยอะ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ > เพื่อจะได้เอาเงินไปเที่ยว

ทำไมอยากเอาเงินไปเที่ยว > เพื่อ explore โลก เก็บประสบการณ์ใหม่ๆ

แล้วถ้าฉันไม่ลาออก ฉันสามารถ explore โลก เก็บประสบการณ์ใหม่ๆได้ไหม

อาจจะมีวิธีแบบนั้นก็ได้ ตัวอย่าง รับงานฟรีแลนซ์หาลูกค้าควบงานประจำก่อน, หางาน Remote 100% โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเริ่มธุรกิจ ก็ได้เที่ยวเหมือนกัน

เห็นมั้ยว่าสิ่งที่อยากได้จริงๆ มันอาจไม่ใช่เป้าหมายแรกของเราก็ได้

ผมมองว่าเราควรทำทั้งสามอย่างนี้พร้อมกัน

ถามตัวเอง ถามจนมั่นใจว่าต้องการอะไร แล้วหา North star ของเรา (Internal Goal)

พยายามลด ละ เลิก cheap dopamine

ลด friction activity เพื่อให้เข้าใกล้ North Star

maintain pace นี้ให้ต่อเนื่อง ทำเรื่อยๆ 1 ปี 2 ปี ทำจนกว่า hard thing จะเห็นผลครับ

อ้างอิงจาก YouTube https://youtu.be/ijCrXHI1g2k?si=7z5N4eUI_OQxneg7